หน้าแรก บล็อก

ปฏิบัติธรรมให้ครบคู่

0

ปฏิบัติธรรมให้ครบคู่

โดย พระไพศาล วิสาโล

ดาวโหลด

ชีวิตจาคะ

0

ชีวิตจาคะ

โดย อ. วศิน อินทสระ

การสละชีวิตเพื่อรักษาคุณธรรมเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง
แต่บัณฑิตพยายามเพื่อจะทำให้ได้

ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องของพระอานนท์พุทธอนุชา
ที่ยอมสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องพระพุทธเจ้า
ทั้งในชาติปัจจุบันและชาติก่อน ที่เกิดเป็นหงส์ชื่อสุมุข

ดาวโหลด

บุญข้าวจี่ เดือนสาม บุญขัาวจี่

0

เดือนสาม บุญขัาวจี่

บุญข้าวจี่ซึ่งมักจะเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจัดเตรียมข้าวจี่ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มารวมกันที่ศาลา
โรงธรรมญาติโยมจะมาพร้อมกันแล้วอาราธนาศีล ว่าคำถวายข้าวจี่เส็จแล้วเอาข้าวจี่ไปใส่บาตร พระสงฆ์สวดมนต์จบแล้ว ญาติโยมยกอาหารคาวหวานไปถวายพระฉันเสร็จแล้วอนุมโทนาเป็นการเสร็จพิธีถวายข้าวจี่ ในปัจจุบันชาวบ้านนอกจาก จะทำบุญข้าวจี่แล้วยังทำบุญมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง วันมาฆบูลานี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระทูทธศาสนา 4 ประการคือ

1. เป็นวันเพ็ญเดือนสาม ดวงจันทร์เสยวมาฆฤกษ์
2. พระสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันที่เวฬุวันมหาวิหารโดยมิได้นัดหมายกันล่วงหน้า
3. พระสงฆ์ที่มาประชุมครั้งนี้นล้วนเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทา (ภิกษุที่พระพุทธเจ้าบวชให้)
4. ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์

คำถวายข้าวจี่
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสัมฺพุทฺธสฺส ( 3 หน)
สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ
นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อฎฐํ คจฉนฺติ อาสวาติ ฯ

เครดิต : tiprujeesri.blogspot.com

เพลงรัชกาลที่ ๑๐ ราชาทรงพระเจริญ

0

คำร้อง-ทำนอง : พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์
ขับร้อง : พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน / อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
เรียบเรียงดนตรี : พงศ์พิธาน ธวัชชัย

กำหนดการทอดกฐิน

0


วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562
สวดมนต์เย็น เวลา 17.00 น. (ฉลองกฐิน)
วันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2562
ถวายเพลพระภิกษุและสามเณร (หมดวัด) เวลา 10.30 น. (ทอดกฐิน)

ควันธูปอันตราย สูดดมมากไป ก่อพิษเทียบเท่าบุหรี่

0

        ธูปที่คนนิยมใช้ไหว้พระไหว้เจ้าเพื่อแสดงถึงความศรัทธานั้น อาจทำอันตรายต่อสุขภาพของเราอย่างไม่ทันคาดคิดเลยจริง ๆ จะเชื่อไหมถ้าเราจะบอกว่า พิษภัยจากควันธูป ๑ ดอกนั้น ไม่ต่างกับบุหรี่ ๑ มวน หรือถ้าจุดธูป ๓ ดอกในบ้านที่มีการระบายอากาศไม่ดี มลพิษที่คุณจะได้รับนั้นพอ ๆ กับสี่แยกที่มีการจราจรพลุกพล่านเลย 
        โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข บอกให้รู้ว่า ในอดีตนั้น การผลิตธูปจะใช้ไม้เนื้อหอมมาทำ ซึ่งเมื่อเผาแล้วจะไม่ระคายเคืองตาและจมูก แต่ปัจจุบัน ไม้เนื้อหอมมีราคาแพงและหายาก บางชนิดก็เป็นพืชคุ้มครอง ผู้ผลิตธูปจึงเปลี่ยนมานำขี้เลื่อยมาผสมกับกาวกั๊วะก่าและกลิ่นหอมที่สกัดจากพืช หรือสารเคมี ผลิตเป็นธูปแทน 
        เมื่อเราจุดธูป จะเกิดการเผาไหม้ของขี้เลื่อย กาว และน้ำหอมในธูป สารต่าง ๆ หลายตัวจะถูกปล่อยออกมาคล้ายกับที่พบในควันบุหรี่ และควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด อีกทั้งธูปบางชนิดสามารถส่งกลิ่นและควันได้นานถึง ๓ วัน ๓ คืนเลยทีเดียว
        แน่นอนว่า สารพิษจากควันธูปนี้ เป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลายชนิด โดยสารก่อมะเร็งที่สำคัญในควันธูปนั้น คือ
        ๑. สารเบนโซเอไพรีน เป็นสารที่มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงที่สุด อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 
        ๒. สารเบนซีน อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว 
        ๓. สารบิวทาไดอีน เป็นสารที่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งระบบเลือด 
        ทั้งนี้ นักวิจัยไทยพบว่า ในสถานที่ที่มีการจุดธูปอย่างต่อเนื่องนั้น จะมีสารเบนโซเอไพรีนสูงกว่าสถานที่ที่ไม่จุดธูปถึง ๖๓ เท่า และยังพบด้วยว่า คนที่ทำงานในวัดนั้น มีสารก่อมะเร็งอยู่ในเลือดและปัสสาวะสูงกว่าคนที่ไม่ได้ทำงานในวัดถึง ๔ เท่า แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเนื่องจากควันธูป เพียงแต่พบหลักฐานว่าควันธูปมีสารชักนำให้เกิดมะเร็งเท่านั้น  
        ขณะที่กรมควบคุมโรคก็เปิดเผยสถิติการรักษาของหญิงไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ซึ่งน่าแปลกใจว่า ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปอดร้อยละ ๕๐ ไม่ได้สูบบุหรี่ และไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ด้วย อีกทั้งยังไม่มีการได้รับสารมะเร็งจากการทำงาน แพทย์จึงคาดว่าน่าจะมีสาเหตุก่อมะเร็งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บุหรี่ ซึ่งควันธูปอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ระยะเวลาที่จะส่งผลให้เป็นมะเร็งนั้นต้องสะสมเป็นสิบ ๆ ปีเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่
        อย่างไรก็ตาม ควันธูปไม่ได้มีพิษภัยแค่เป็นสารก่อมะเร็งเท่านั้น เพราะยังมีสารพิษชนิดอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อกระทบไม่น้อยเลย คือ
        *ผลต่อสุขภาพ เพราะควันธูปมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตา แสบจมูก หากคนที่เป็นโรคหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ สูดดมเข้าไปก็จะเกิดอาการเหนื่อยได้
        *ผลต่อสิ่งแวดล้อม รู้ไหมว่า การเผาธูป ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กิโลกรัม) จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่ากับ ๓๒๕ กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับ ๑ ใน ๓ ของน้ำหนักธูป และมีการคาดว่าในปีหนึ่ง ๆ มีคนจุดธูปทั่วโลกเป็นหมื่นถึงแสนตัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมในกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน
        รู้แบบนี้แล้ว ผู้ที่รู้ว่าจะต้องเจอกับควันธูปแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ด้วย โดยมีคำแนะนำดังนี้
        – หลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศไม่ถ่ายเทหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตู-หน้าต่าง 
        – ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ถ้าต้องไปสถานที่ที่มีการจุดธูปเป็นจำนวนมาก
        – ใช้ธูปขนาดสั้นแทนธูปขนาดยาวเพื่อให้เกิดควันในระยะเวลาที่สั้นกว่า 
        – เมื่อเสร็จพิธีสักการะ ควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น
        – หลีกเลี่ยงการพักผ่อน หรือนอนหลับ ในบริเวณที่มีการจุดธูป
        – หมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้
        – สำหรับศาลเจ้า ควรตั้งกระถางธูปไว้นอกอาคารหรือในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และเมื่อเสร็จพิธีการควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายและเสี่ยงเกิดไฟไหม้ที่มีสาเหตุจากความประมาทได้ 
        – เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันธูปเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง และหลังการสัมผัสควันธูปควรล้างมือ ล้างหน้าล้างตาให้บ่อยขึ้น และควรไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง
        สำหรับกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอด ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อับทึบ ชื้น มีเชื้อรา หรือฝุ่นละออง ซึ่งเป็นสารกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้ ดังนั้น หากเลี่ยงได้ ควรเลี่ยงจะดีที่สุด         และนอกจากการจุดธูปไหว้เจ้าแล้ว การปักธูปบนอาหารไหว้เจ้า หรือการเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก-กรมควบคุมโรค-กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ประวัติหลวงพ่อเพ็ง

0

ประวัติความเป็นมาในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนชัดเจนว่าสร้างในปีพ.ศ.ใด จากคำบอกเล่าฃองผู้เฒ่าผู้แก่ในตำบลอ้อมน้อยกล่าวว่า  เกิดมาก็เห็นหลวงพ่อเพ็งเป็นพระประธานในอุโบสถ์วัดอ้อมน้อยมาก่อนแล้ว จึงสันนิษฐานได้ว่าคงสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวัดและอุโบสถ์หลังเก่า และสังเกตุได้จากลวดลายของจีวร เป็นจีวรลายดอกพิกุล ซึ่งเป็นที่นิยมของคนในสมัยโบราณ  พร้อมกันนี้ก็เรียกขานนามของพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อเพ็ง” หลวงพ่อเพ็งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวตำบลอ้อมน้อย และตำบลใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือและศรัทธาเป็นอย่างยิ่งทุกคนมักได้ประจักษ์ถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่เสมอ เช่น คนที่เจ็บป่วยมาเป็นเวลานานรักษาหมอที่ไหนไม่หาย ก็ไปกราบหลวงพ่อเพ็งบนต่อหน้าท่าน ชอให้โรคหายแล้วอธิฐานขอน้ำมนต์  ดอกบัว  และผงก้านธูปที่อยู่ในอุโบสถ์มาต้มดื่มกิน  โรคที่เป็นมาเรื้อรังก็หาย

บางคนประสบอุบัติเหตุสลบไม่ได้สติมีอาการหนักมาก  จนหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิต หรือถ้าหายก็จะต้องกลายเป็นคนพิการแน่นอน  แต่ญาติพี่น้องของคนเจ็บได้มาอธิฐานบนต่อหลวงพ่อเพ็งและขอน้ำมนต์ไปหยอดใส่ปากให้คนเจ็บกินทุกวันและเอาน้ำมันของหลวงพ่อไปทาให้ทั่ว ปรากฏว่าคนเจ็บนั้นฟื้นและหายได้เป็นปกติโดยไม่พิการหรือสมองเสื่อมเลย สร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลอย่างยิ่ง

เรื่องของความดี โดย หลวงปู่ขาว

0

คนเรา คิดว่า ความดีนั้น อยู่ที่ “คำพูด”
แต่ที่จริงแล้ว ความดีนั้น อยู่ที่ “การกระทำ”

ธรรมะโดย หลวงปู่ขาว อนาลโย

ที่มา : เฟซบุ๊กคุณ Khunjib Wichit

รูลึกหรือว่าแขนสั้น?

0

คติธรรมสอนใจโดยหลวงพ่อชา
รูลึกหรือว่าแขนสั้น?

คำสอนของพระ ตรง ง่าย แต่ยากกับคนที่จะปฏิบัติ
เพราะรู้ไม่ถึง เหมือนกับรู คนตั้งร้อยพันคนโทษว่ารูมันลึก
เพราะล้วงไปไม่ถึง ที่จะว่าแขนของตนสั้นไม่ค่อยมี

พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไม่ให้ทำบาปทั้งปวง
เราข้ามไปพากันทำบุญ แต่ไม่พากันละบาป ก็เท่ากับว่ารูมันลึก
ที่จะว่าแขนของตนสั้นนั้นไม่มี

ถ่ายทอดธรรมโดย หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง 

ช่องทางติดต่อ

7,821แฟนคลับชอบ
63ผู้ติดตามติดตาม

ฟังธรรม

บทความล่าสุด